logo

 

ดาวน์โหลดหนังสือเวียนการสแกนลายมือชืออธิบดีแทนการลงนามจริงในวุฒิบัตรการฝึกอบรม new

 dsdsinature2559
หนังสืออนุมัติการใช้หลักสูตรการฝึกสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และการใช้งานสื่อและชุดการฝึกตามความสามารถ สาขา ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร

 

CBTindoorElectric

CBT5M QRcode

QR Scan เพื่อ Save เอกสาร

 saveดาวน์โหลดเอกสาร pdf small

 


 

 

newspaper_icon01 news_trainingsystem
มาตรฐานการปฏิบัติงาน(Performance Standard)คืออะไร พิมพ์ อีเมล
รูปแบการฝึกอบรมแบบสมรรถนะบุคคล(CBT)
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2010 เวลา 10:49 น.

ความหมายของ มาตรฐานการปฏิบัติงาน(Performance Standard)

civilสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(2529:53) ได้ให้ความหมายไว้ว่า มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) เป็นผลการปฏิบัติงานในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่น่าพอใจ หรืออยู่ในระดับที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ทำได้ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน จะเป็นลักษณะข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในงานที่ต้องปฏิบัติ โดยจะมีกรอบในการพิจารณากำหนดมาตรฐานหลายๆ ด้านด้วยกัน อาทิ ด้านปริมาณ ด้านคุณภาพ ด้านระยะเวลา ด้านค่าใช้จ่าย หรือพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน เนื่องมาจากมาตรฐานของงานบางประเภทจะออกมาในรูปของปริมาณ ในขณะที่บางประเภทอาจออกมาในรูปแบบของคุณภาพองค์การจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของงานประเภทนั้นๆ

 

             หลังจากกำหนด มาตรฐานการปฏิบัติงาน(Performance Standard) ต้องมีการระบุ เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติงาน(Performance Criteria)ด้วย

 

             มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานสมรรถนะ หรือมาตรฐานอาชีพ และหมายรวมถึงมาตรฐานฝีมือแรงงานด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถอธิบายอย่างสรุปได้  ดังนี้

 Eliment_of_Competence

           ในการกำหนดมาตรฐานอาชีพ หรือมาตรฐานสมรรถนะและมาตรฐานฝีมือแรงงานหรือมาตรฐานการปฏิบัติงานนั้น จะต้องกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงาน(Performance Criteria) โดยใช้เทคนิค Functional Analysis เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์และพัฒนาเกณฑ์การปฏิติงาน

      เกณฑ์การปฎิบัติงาน คือการกำหนดผลลัพธ์ที่วัดได้ของแต่ละสมรรถนะย่อยที่สามารถวัดออกมาเป็นผลของงานได้ชัดเจน 

โดยมีเงื่อนไขที่ว่า

       1. ถ้าสมรรถนะย่อยมีเกณฑ์การปฎิบัติน้อยเกินไป ควรกำหนดเป็นสมรรถนะย่อยหรือไม่

       2. ถ้าสมรรถนะย่อยมีเกณฑ์การปฎิบัติมากเกินไป ควรแยกเป็นหน่วยสมรรถนะย่อยใหม่หรือไม่  

 

            ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตมาตรฐานฝีมือแรงงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมาตรฐานฝีมือแรงงานของกรมฯ ยังขาดเกณฑ์การปฏิบัติงาน เนื่องจากมาตรฐานฝีมือแรงงานดังกล่าวไม่ได้กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานไว้ แต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่า ทุกสาขาอาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงานที่กำหนดขึ้น มุ่งเน้นไปในการกำหนดแนวทางการทดสอบฝีมือแรงงานแห่งชาติมากเกินไป ซึ่งทำให้มาตรฐานฝีมือแรงงานดูเหมือนจะเป็นแค่เพียงการบอกแนวทางของข้อสอบฝีมือแรงงานแห่งชาติเท่านั้น เนื่องจากมีการกำหนดหัวข้อและแนวทางการสอบภาคความรู้ และหัวข้อการทดสอบภาคปฏิบัติ โดยที่ไม่ได้กำหนดส่วนสำคัญของทักษะฝีมือที่บ่งชี้ถึงคุณภาพการปฏิบัติงานของช่างฝีมือแรงงาน ที่สถานประกอบการต้องการ นั่นคือ มาตรฐานการทำงาน(Standard of Work) หรือ มาตรฐานการปฏิบัติงาน(Performance Standard)

            มาตรฐานฝีมือแรงงานของกรมฯ ที่กำหนดในปัจจุบัน จึงมีข้อบกพร่องสำคัญอย่างยิ่ง ตามที่ได้กล่าวมา ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดคุณลักษณะที่ต้องการในระดับต่างๆ ของมาตรฐานฝีมือแรงงานในแต่ละสาขาอาชีพก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการอธิบายคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ของผู้ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในระดับต่างๆ ของมาตรฐานฝีมือแรงงานทั้งฉบับเท่านั้น ซึ่งไม่ได้บ่งบอกทักษะ ความสามารถที่พึงประสงค์ของสถานประกอบการเมื่อปฏิบัติงานจริง ในสาขาอาชีพต่างๆ เพราะขาดการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานในสาขาอาชีพต่างๆ ลึงลงไปในขั้นตอนการปฏิบัติงานในงานหรือภาระงาน (Task)ต่างๆ นั่นเอง

            ปัญหาดังกล่าว อาจเกิดขึ้นจาก ในกระบวนการของการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงาน ไม่ได้ใช้เทคนิคการวิเคราะห์งาน(Job Analysis) เรียกอีกอย่างว่าเทคนิค DACUM หรือเทคนิคการวิเคราะห์ตำแหน่งงาน(Functional Analysis) เพราะเราไม่สามารถใช้วิธีการเรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิแต่งเพียงอย่างเดียว อาจจะต้องใช้วิธีการอื่นๆ เพิ่ม เช่น การใช้ DACUM มาช่วย โดยนำผู้ปฏิบัติงานในสาขาอาชีพนั่น ที่มีประสบการณ์การทำงานจริงๆ 10-12 ปี จำนวน 10-12 คนมาร่วมกันวิเคราะห์งาน และอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติงานจริงๆ ในขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างละเอียด รอบคอบ พร้อมกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานร่วมกัน พร้อมกำหนดเกณฑ์การประเมินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลทางการศึกษาหรือนักการศึกษา เพื่อกำหนดเครื่องมือประเมินที่มีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งวิธีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน มีแนวทางในการกำหนดได้หลายวิธี ซึ่งจะกล่าวถึงในประเด็นต่อไป

 

ประโยชน์ของมาตรฐานการปฏิบัติงาน

            มีผู้ให้คุณค่าและประโยชน์ของมาตรฐานการปปฏิบัติงาน ตามที่อลงกรณ์ มีสุทธาและสมิต สัชฌุกร(2539:71-72) ซึ่งพอสรุปได้ดังต่อไปนี้

 

1. ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง การเปรียบเทียบผลงานที่ทำได้กับที่ควรจะเป็น มีความชัดเจนมองเห็นแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดผลได้มากขึ้น และช่วยให้มีการฝึกฝนตนเองให้เข้าสู่มาตรฐาน

 

2. ด้านการสร้างแรงจูงใจ มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นสิ่งเร้าให้เกิดความมุ่งมั่นไปสู่มาตรฐาน ผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถจะเกิดความรู้สึกท้าทาย ผู้ปฏิบัติงานมุ่งความสำเร็จจะเกิดความมานะพยายาม ผู้ปฏิบัติงานดีจะเกิดความภาคภูมิใจและสนุกกับงาน

 

3. ด้านการปรับปรุงงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าผลงานที่มีคุณภาพจะต้องปฏิบัติอย่างไร ช่วยให้ไม่ต้องกำหนดรายละเอียดของงานทุกครั้ง ทำให้มองเห็นแนวทางในการปรับปรุงงานและพัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน และช่วยให้สามารถพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต

 

4. ด้านการควบคุมงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นเครื่องมือที่ผู้บังคับบัญชาใช้ควบคุมการปฏิบัติงาน ผู้บังคับบัญชาสามารถมอบหมายอำนาจหน้าที่และส่งผ่านคำสั่งได้ง่ายขึ้น ช่วยให้สามารถดำเนินงานตามแผนง่ายขึ้น และควบคุมงานได้ดีขึ้น

 

5. ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติงาน ช่วยให้การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์ ป้องกันไม่ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วยความรู้สึกการเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานที่ทำได้กับมาตรฐานการปฏิบัติงานมีความชัดเจน และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานยอมรับผลการประเมินได้ดีขึ้น

 

วิธีกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน

     ในการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานนั้น เราสามารถทำได้หลายวิธี แต่หลายหน่วยงานจะนิยมใช้มากอยู่ 4 วิธี

 

1. Historial Standard เป็นวิธีการที่อาศัยข้อมูลสถิติการปฏิบัติงานย้อนหลังในช่วงระยะเวลาหนึ่ง นำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยแล้วกำหนดเป็นมาตรฐาน โดยอาจเพิ่ม หรือลดให้ต่ำลงให้เหมาะสมกับสภาพหรือสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น

 

2. Market Standard  เป็นวิธีการเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของบุคคลหนึ่งกับผลการปฏิบัติงานของบุคคลอื่นๆ

 

3. Engineering Standard เป็นวิธีการที่อาศัยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ หรือการคำนวณมาช่วย เช่น การศึกษาการเคลื่อนไหว และเวลาในการปฏิบัติงาน (Time and Motion Study) ทั้งนี้ เพื่อหาเวลามาตรฐาน(Standard Time)

 

4. Subjective Standard เป็นวิธีการที่ผู้บังคับบัญชาเผ้าสังเกตการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วนำมากำหนดเป็นมาตรฐาน 

 

 ขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน

       ขั้นตอนในการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน มีนักวิชาการ ได้อธิบายแนวทาง พอสรุปได้ดังนี้ (ชลิดา ศรมณี และพูนศรี สงวนชีพ 2528:184-185)

 

1. เลือกงานหลักของแต่ละตำแหน่ง มาทำการวิเคราะห์ โดยดูรายละเอียดจากแบบบรรยายลักษณะงาน (Job Description) ประกอบ

 

2. พิจารณาวางเงื่อนไข หรือข้อกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าต้องการผลงานลักษณะใดจากตำแหน่งนั้นไม่ว่าจะเป็น ปริมาณงาน คุณภาพงาน หรือวิธีการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน ซึ่งเงื่อนไข หรือข้อกำหนดที่ตั้งไว้ต้องไม่ขัดกับนโยบาย หลักเกณฑ์ หรือ ระเบียบข้อบังคับของหน่วยงาน องค์กร หรือ สถานประกอบการ

 

3. ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บังคับบัญชา หัวหน้างานทุกหน่วยงาน ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ เพื่อปรึกษาหารือ และหาข้อตกลงร่วมกัน

 

4. ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติงาน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้

 

5. ติดตามดูการปฏิบัติงานแล้ว นำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้

 

6. พิจารณาปรับปรุง หรือแก้ไขมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

      จากที่กล่าวมาทั้งหมด พอสรุปได้ว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานนั้น ต้องพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานในระดับใดระดับหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่น่าพอใจ หรืออยู่ในระดับที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ทำได้ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน จะเป็นลักษณะข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในงานที่ต้องปฏิบัติในงานนั้นๆ ซึ่งสามารถนำแนวคิดข้างต้นนำมาประยุกต์ ในการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานและเป็นแนวทางในการพัฒนาเกณฑ์การปฏิบัติงานและเกณฑ์การประเมินทักษะฝีมือในกระบวนการฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงานต่อไปได้

    ในบทความต่อไปจะอธิบายถึงเกณฑ์ของมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Criteria)

 


เอกสารและสิ่งอ้างอิง

 

ชลิดา ศรมณีและพูนศรี สงวนชีพ (2528). การบริหารงานบุคคล. พิมพ์ครั้งที่6. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

 

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(2529). คู่มือการประเมินผลการปฏิบัติงาน. กรุงเทพฯ : ธีรานุสรณ์การพิมพ์.

 

อลงกรณ์ มีสุทธา และสมิต สัชฌุกร(2539). การประเมินผลการปฏิบัติงาน. กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี.

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 21 เมษายน 2010 เวลา 10:46 น.
 

วัน เวลา

callenda

สถิติของเว็บไซต์

forAdmin


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Template, budget hosting. Valid XHTML and CSS.