Radio&TV online

tvonline5

callenda

ลงชื่อเข้าใช้งาน



สมาชิก : 56
Content : 120
เว็บลิงก์ : 36
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 892185

forAdmin

informationTXT

ebooks_banner3

Deleloping and Managing of Modern TVET Institutions : workshop2: Curriculum Design and Development in TVET  2-10 july 2012

เอกสาร คู่มือ เกี่ยวกับระบบการฝึกตามความสามารถ(CBT)

newspaper_icon01 news_trainingsystem
งานวิจัยด้านการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พิมพ์ อีเมล
งานวิจัยทางการศึกษา
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 30 กันยายน 2009 เวลา 15:08 น.

researchหัวข้อวิทยานิพนธ์  การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์

The Development of Computer Assisted Instruction on Kumkuabklam for Prathomsuksa 5 Students of Thainiyomsongkroa School

 

ชื่อผู้วิจัย                นายคมธัช  รัตนคช

หลักสูตร                ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต

สาขา                     เทคโนโลยีการศึกษา

สถาบัน                  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  

บทคัดย่อ 

               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ก่อนและหลังจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์   สำนักงานเขตบางเขน  กรุงเทพฯ   ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียนสำหรับทดลอง จำนวน 30 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มและวิธีการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test

 

                ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีประสิทธิภาพ 80.75/80.67 และ 2) คะแนนทดสอบของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Abstract

             The purposes of this research were as follow: 1) to develop the Computer –assisted Instruction on Kumkuabklam for Prathomsuksa 5 Students of Thainiyomsongkroa School according to the intended 80/80 criteria of efficiency, and 2)
 to compare the pre-test and post-test score after learning through Computer-assisted Instruction on Kumkuabklam for Prathomsuksa 5  Students of Thainiyomsongkroa School.

             The samples of this research were 30 students drawn by cluster sampling and simple random sampling from Prathomsuksa 5 Students of Thainiyomsongkroa School , Bangkhen, Bangkok Metropolitan Administration. The tools of this research were Computer-assisted Instruction on Kumkuabklam for Prathomsuksa 5 Students, pre-test and post-test items. The data were analyzed by using mean, standard deviation and t-test.

            The research results showed that: 1) the  efficiency of Computer-assisted Instruction on Kumkuabklam for Prathomsuksa 5 Students of Thainiyomsongkroa School was 80.75/80.67 ,which met the 80/80 criteria, and 2) the student’s post-test score were significantly higher than the pre-test score at .05 level.

 

 

 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 

             มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการติดต่อสื่อสารและศึกษาหาความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ผู้ที่สามารถใช้ทักษะทางภาษาได้ดีย่อมทำให้การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มีประสิทธิภาพและทำให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในการสอนภาษาไทยโดยทั่วไปจึงมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางภาษาตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 (2544) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้ระบุไว้ว่า

 

“…การเรียนภาษาไทยควรเน้นสัมฤทธิผลของทักษะการเข้าใจภาษาคือ การพูด การฟัง การอ่าน และทักษะการใช้ภาษา คือการเขียน จนสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อความคิด ความเข้าใจ แสวงหาความรู้และมีเหตุผลเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน…”

 

          โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์เป็นโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้จัดการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทยภายใต้กรอบกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 4-6)  ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย แต่จากการสำรวจความสามารถในการอ่านภาษาไทยและจากบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในปีที่ผ่านมาปรากฏว่าผลการเรียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจและพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 มีปัญหาการอ่านออกเสียง โดยเฉพาะการอ่านคำควบกล้ำ โดยเฉพาะการอ่านคำควบกล้ำ ซึ่งปัญหามีหลายลักษณะ  เช่น อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน  อ่านโดยไม่มีอักษรควบ เป็นต้นส่งผลต่อการสื่อความที่ผิดไป นอกจากนั้น นักเรียนยังมีปัญหาการเขียนสะกดคำควบกล้ำอีกด้วย  ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็จะเรื้อรังและจะกลายเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข 

 

         ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะที่ต้องมีการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนภาษาไทยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสื่อสารกับผู้อื่น  การอ่านและการฟังเป็นทักษะของการรับรู้เรื่องราวแลประสบการณ์  การพูดและการเขียนเป็นทักษะของการแสดงออกด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ  การอ่านกับการพูดเป็นการใช้ทักษะทางภาษาที่แตกต่างกันแต่ก็มีส่วนที่สัมพันธ์กันอยู่ ซึ่ง  พรนิภา  ลิมปพะยอม (2548) ได้กล่าวถึงทักษะการอ่านและการพูด พอสรุปได้ว่า  “…การอ่านให้ถูกต้องทำให้พูดได้ถูกต้องการอ่านที่ชัดเจนทำให้สามารถพูดได้ชัดเจน การอ่านให้แตกฉานจะทำให้การพูดแตกฉานและการออกเสียงที่ถูกต้องจะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ…”

 

         ในปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลในการดำเนินงานต่าง ๆ ในทุกวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศึกษาของไทยมีการตื่นตัวอย่างมากในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเรียนการสอนมากขึ้น การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาเป็นการเตรียมตัวผู้เรียนให้พร้อมที่จะออกไปมีชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน รวมทั้งเป็นการฝึกทักษะของผู้เรียนให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการศึกษาหาความรู้ต่อไป

 

          การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาช่วยในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน เป็นสิ่งที่ยอมรับกันในกลุ่มนักการศึกษา  เพราะมีงานวิจัยจำนวนมากระบุว่า สามารถแก้ปัญหาเรื่องภูมิหลังที่แตกต่างกันของผู้เรียน ปัญหาการสอนตัวต่อตัว ปัญหาการขาดแคลนเวลา ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ (ถนอมพร  เลาหจรัสแสง, 2541)  นอกจากนี้ยังสามารถทำเรื่องที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นทำเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น  สามารถแสดงการเคลื่อนไหว เพื่ออธิบายสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนไหวได้ดี  ใช้เสียงเพื่อประกอบคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงหรือเลียนแบบเสียงให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจดีขึ้น  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีข้อดีที่สามารถโต้ตอบกับผู้เรียนได้ สามารถให้ภาพเคลื่อนไหว  ตัดสินทางเลือกเมื่อผู้เรียนตอบผิดหรือถูกได้ (ยืน  ภู่สุวรรณ, 2527) นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนมากขึ้น  ซึ่งนับได้ว่าเป็นการตอบสนองนโยบาย ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้เป็นอย่างดี  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงเป็นสิ่งที่ให้ผลดีต่อการเรียนการสอนและสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นได้

 

         จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การพูดและการเขียนคำควบกล้ำ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนที่กำลังเกิดขึ้น ประกอบกับให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนในยุคปฏิรูปการศึกษาซึ่งใช้ ปรัชญา ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญและเป็นเครื่องมือให้ครูนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทยต่อไป

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 

        1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80

       2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ก่อนและหลังจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ

 

 

 ขอบเขตของการวิจัย 

       ประชากร

      ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์   สำนักงานเขต

 บางเขน  กรุงเทพฯ  ปีการศึกษา 2551 จำนวน 9 ห้อง ๆ ละ 40 คน รวมทั้งสิ้น 360 คน

       กลุ่มตัวอย่าง

       กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์   สำนักงานเขตบางเขน  กรุงเทพฯ   ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียนสำหรับทดลอง จำนวน 30 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)

 

       วิธีการดำเนินการวิจัย 

       การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Pre-experimental Research) มีลักษณะการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (one group pre-test/post-test design) ซึ่งผู้ทำการวิจัยได้ดำเนินการโดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

       ขั้นที่ 1  ผู้วิจัยนำรายชื่อนักเรียนทั้ง 9 ห้อง รวมทั้งสิ้น 360 คน  ซึ่งแต่ละห้องมีการจัดนักเรียนออกเป็นกลุ่ม 3 กลุ่มโดยที่มีผลการเรียนคละกัน ได้แก่กลุ่มนักเรียนที่เรียนเก่ง  กลุ่มเรียนปานกลาง และกลุ่มเรียนอ่อน ห้องละ 40 คน

      ขั้นที่ 2  ผู้วิจัยทำการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการจับฉลากตามรายชื่อห้องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ชั้นประถมศึกษปีที่ 5/9 โดยจับฉลากได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/7 มีนักเรียนจำนวน 40 คน

 

      ขั้นที่ 3  ผู้วิจัยนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทั้ง 40 คน มาทำการสุ่มอีกครั้ง ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากให้เหลือ 30 คน สำหรับใช้ทดลองหาประสิทธิภาพ และกลุ่มตัวอย่าง 10 คนที่เหลือใช้สำหรับทดลองเพื่อปรับปรุงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบกลุ่มเล็กต่อไป

       ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาแบบวิจัยและพัฒนา(R&D) ซึ่งมีแนวทางการศึกษาต่อไปนี้

       1. ผู้วิจัยทำการศึกษาหลักสูตรวิชาภาษาไทย เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ทั้งในความคิดรวบยอด จุดมุ่งหมายและเนื้อหา รวมถึงได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องและแบบฝึกหัดเรื่องคำควบกล้ำ

 

      2.  สร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย

         2.1    แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ครอบคลุบเนื้อหาและตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่

 

กำหนดในหลักสูตร ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยแบบทดสอบดังกล่าวเป็นข้อสอบที่มีความยากง่าย(p) อยู่ระหว่าง0.20-0.80 และมีค่าอำนาจจำแนก(r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปและมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ(rtt) อยู่ที่ 0.87

 

1.2    บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาในขั้นตอนต่างๆ อย่างเป็น

 

ระบบและถูกต้องตามหลักการวิจัยและพัฒนาสื่อการสอนของ Borg, Gall and Morrish (Borg, Gall and Morrish อ้างถึงใน
พัชรินทร์ เวชกามา
, 2549: 6) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ไม่ต่ำกว่า 80/80 โดยมีขั้นตอนการทดลองเพื่อปรับปรุงเครื่องมือและหาประสิทธิภาพ โดยทั่วไปมี 3 ขั้นตอน คือ

 

ขั้นที่1 ทำการทดลองกับผู้เรียนแบบรายบุคคลกับนักเรียนจำนวน 3 คน ( 1 ต่อ 3)

 

ใช้ทดลองเพื่อปรับปรุงเครื่องมือครั้งที่ 1

 

 ขั้นที่2 ทำการทดลองแบบกลุ่มเล็กกับผู้เรียนจำนวน 5 คน ใช้ทดลองเพื่อปรับปรุง

 

เครื่องมือครั้งที่ 2

 

ขั้นที่3 ทำการทดลองภาคสนาม เป็นการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ กับ

 

นักเรียน จำนวน 30 คน ใช้ทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพ และปรับปรุงเครื่องมือ

 

 

 

1.3    แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ

 

1.3.1       แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ซึ่ง

 

แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

 

(1)    ด้านเนื้อหาและการดำเนินเรื่อง

 

(2)    ด้านลักษณะของภาพ

 

(3)    ด้านภาษา

 

(4)    ด้านแบบทดสอบและแบบฝึกหัด

 

 

 

1.1.1        แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านด้านสื่อ

 

มัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ดังนี้

 

(1)    ด้านการออกแบบระบบการเรียนการสอน

 

(2)    ด้านรูปแบบหน้าจอของบทเรียน

 

(3)    ด้านตัวอักษรและสี

 

(4)    ด้านภาพ

 

(5)    ด้านเสียง

 

(6)    ด้านเทคนิค

 

โดยใช้แบบสอบถามแบบประเมินค่า (Rating scale) 5 ระดับ ของ Likert ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของข้อมูล ดังนี้

 

ดีมาก                                      มีค่าระดับคะแนนเท่ากับ 5

 

ดี                                             มีค่าระดับคะแนนเท่ากับ 4

 

ปานกลาง                              มีค่าระดับคะแนนเท่ากับ 3

 

พอใช้                                     มีค่าระดับคะแนนเท่ากับ 2

 

ควรปรับปรุง                         มีค่าระดับคะแนนเท่ากับ 1

 

การกำหนดเกณฑ์ในการตัดสินคะแนนเฉลี่ย (บุญชม ศรีสะอาด, 2536)

 

คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.51-5.00  หมายถึง   คุณภาพอยู่ในระดับดีมาก

 

คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 3.51-4.50  หมายถึง   คุณภาพอยู่ในระดับดี

 

คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 2.51-3.50  หมายถึง   คุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง

 

คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.51-2.50  หมายถึง   คุณภาพอยู่ในระดับพอใช้

 

คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.01-1.50  หมายถึง   คุณภาพอยู่ในระดับควรปรับปรุง

 

เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 3.51 ขึ้นไป ) จึงถือว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณภาพสามารถนำไปใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างได้

 

 

 

2.       ดำเนินการทดลองและวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำเครื่องมือที่ผ่านขั้นตอนการพัฒนาและได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ดี

 

ขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้ว  นำมาทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพและวิเคราะห์ผลการทดลองว่าเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดและเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่

 

ผลการวิจัย 

 

การดำเนินการวิจัย ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรกเป็นการทดลองเครื่องมือเพื่อพัฒนาเครื่องมือ ส่วนที่สอง

 

เป็นการเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียน

 

1.   การพัฒนาเครื่องมือ

 

      1.1   พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้านละ 3 ท่าน ทำการประเมินโดยผลการประเมินด้านเนื้อหารวมในทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.68 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณภาพด้านเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และผลการประเมินด้านสื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.77 แสดงว่ามีคุณภาพด้านสื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้ง 2 ด้าน

 

     1.2   นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผ่านการประเมินทั้ง 2 ด้าน ไปดำเนินการพัฒนาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

 

โดยนำไปทดลองกับกับนักเรียนที่เตรียมไว้จำนวน 3 ครั้ง เพื่อทดลองหาประสิทธิภาพ และปรับปรุงเครื่องมือ โดยครั้งที่ 3 ทำการทดลองภาคสนามเป็นการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่กับนักเรียน จำนวน 30 คน หาประสิทธิภาพบทเรียนโดยใช้สูตร E1/E2 จากการทดลองพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยรวมมีค่าเท่ากับ 80.75/80.67

 

2.  การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียน
หลังจากปรับปรุงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และหาประสิทธิภาพกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพ 80.67/80.67 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และนำผลคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้ไปเปรียบเทียบกัน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

 

สรุปผลการวิจัย

        จากการวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สามารถสรุปผลได้ ดังนี้

     1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทย

นิยมสงเคราะห์ มีประสิทธิภาพ 80.75/80.67 ซึ่งได้ตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้

    2. คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังจากเรียนด้วยบท

เรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำควบกล้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนทดสอบก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตาม

สมมุติฐานการวิจัย

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 06 ตุลาคม 2009 เวลา 11:30 น.
 

หน่วยงานของเรา

internal section
 CBT section
 training acredit

วัน เวลา

ActivityGallery55 56

newtopic01
QA
icon1 กรุณาคลิกที่นี่ เพื่อเข้าเว็บไซต์งานประกันคุณภาพ และดาวน์โหลดเอกสารต่างๆ
 http://home.dsd.go.th/qasd