สิทธิและประโยชน์ในการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน

PDFPrintE-mail

สิทธิและประโยชน์ในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545

   วัตถุประสงค์
   เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรงงานมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจด้านภาษี  และสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ


   สิทธิประโยชน์
   ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณี ดังนี้
   1. กรณีจัดให้การฝึกอบรมฝีมือแรงงาน จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100%  ของค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
   2. กรณีจัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้ (รอกรมสรรพากรออกพระราชกฤษฎีกาฯ รองรับ)
         2.1 สิทธิที่จะได้รับการหักค่าไฟฟ้าและค่าประปาเป็นจำนวน 2 เท่า ที่เสียไปในการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
         2.2 สิทธิได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อใช้ในการฝึกอบรม


   การฝึกอบรมฝีมือแรงงาน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
   1. การฝึกเตรียมเข้าทำงาน หมายถึง การฝึกอบรมให้บุคคลทั่วไปซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างของตน เพื่อให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานก่อนเข้าทำงาน
   2. การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน หมายถึง การฝึกอบรมให้ลูกจ้างของตน เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนะคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานนั้นๆ เพิ่มขึ้น
   3. การฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ หมายถึง การฝึกอบรมให้ลูกจ้างของตน เพื่อเพิ่มเติมในสาขาอาชีพอื่นที่ลูกจ้างมิได้ปฏิบัติงานอยู่ตามปกติ หรือเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ ที่จะทำงานในสาขาอาชีพอื่นนั้นได้ด้วย


   1. การฝึกเตรียมเข้าทำงาน มี 3 กรณี คือ
        
1.1 ฝึกเตรียมเข้าทำงานให้บุคคลทั่วไป (ไม่ใช่ลูกจ้าง) กรณีดำเนินการฝึกเอง (Inhouse Training)
               หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข มีดังนี้
               1.1.1 ฝึกในสถานประกอบกิจการ หรือหน่วยผลิต หรือฝึกในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
               1.1.2 ยื่นขอรับรองหลักสูตรต่อนายทะเบียนก่อนฝึก (โดยใช้แบบ ฝต 1-1)
               1.1.3 ต้องมีคุณสมบัติครูฝึกตามประกาศฯ เรื่องคุณสมบัติของครูฝึกเตรียมเข้าทำงาน (13 ส.ค. 2546)
               1.1.4 วิธีการ มาตรฐานการวัดผลทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ หรือด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งเกณฑ์ผ่านไม่ต่ำกว่า 60%
               1.1.5 ระยะเวลาการฝึก ต้องไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง
               1.1.6 จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการฝึกและทำสัญญาการฝึกเป็นหนังสือกับผู้รับการฝึก (โดยใช้แบบ ฝต 2)
               1.1.7 ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้รับการฝึก เช่น ต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงแก่ผู้รับการฝึกไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นตามจำนวนวันฝึกจริง
               1.1.8 จัดทำทะเบียนประวัติผู้รับการฝึก และออกหนังสือรับรองให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกภายใน 15 วัน แล้วแจ้งให้นายทะเบียนทราบ (โดยใช้แบบ ฝต 3)
               1.1.9 ห้ามเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรม หรือค่าตอบแทนในลักษณะใดๆ จากผู้รับการฝึก
               1.1.10 ขอยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 ทั้งนี้หลักสูตรต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนก่อน แล้วจึงนำค่าใช้จ่ายไปยื่นต่อกรมสรรพากรเอง

         1.2 ฝึกเตรียมเข้าทำงานให้บุคคลทั่วไป (ไม่ใช่ลูกจ้าง) กรณีส่งไปฝึกภายนอก (Public Training)
               หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข มีดังนี้
               1.2.1 ส่งไปฝึกกับสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานในสถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงานของทางราชการหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานอื่นที่นายทะเบียนเห็นชอบก็ได้
               1.2.2 ยื่นขอรับรองหลักสูตรและค่าใช้จ่ายต่อนายทะเบียนหลังฝึกอบรมเสร็จสิ้น (โดยใช้แบบ ฝต 1-2)
               1.2.3 ระยะเวลาการฝึก ต้องไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง
               1.2.4 จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการฝึกและทำสัญญาการฝึกเป็นหนังสือกับผู้รับการฝึก (โดยใช้แบบ ฝต 2)
               1.2.5 ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้รับการฝึก เช่น ต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงแก่ผู้รับการฝึกไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นตามจำนวนวันฝึกจริง
               1.2.6 ห้ามเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรม หรือค่าตอบแทนในลักษณะใดๆ จากผู้รับการฝึก
               1.2.7 ขอยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 ทั้งนี้หลักสูตรและค่าใช้จ่าย ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ก่อนนำไปยื่นต่อกรมสรรพากร


         1.3 การรับนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษาจากสถานศึกษา หรือบุคคลที่ทางราชการส่งมาฝึกเข้ารับการฝึก (ไม่ใช่ลูกจ้าง)
               หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข มีดังนี้
               1.3.1 เป็นหลักสูตรของสถานศึกษา หลักสูตรของราชการ หลักสูตรของผู้ดำเนินการฝึก หรือหลักสูตรของสถานศึกษาหรือทางราชการกับผู้ดำเนินการฝึกร่วมจัดทำขึ้น
               1.3.2 ฝึกในสถานประกอบกิจการ หรือหน่วยผลิต หรือฝึกในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
               1.3.3 ยื่นขอรับรองหลักสูตรต่อนายทะเบียนก่อนฝึก (โดยใช้แบบ ฝง 1)
               1.3.4 วิธีการ มาตรฐานการวัดผลทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ หรือด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งเกณฑ์ผ่านไม่ต่ำกว่า 60%
               1.3.5 ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการฝึกอบรม
               1.3.6 จัดทำทำสัญญาการฝึกเป็นหนังสือกับผู้รับการฝึก (โดยใช้แบบ ฝง 2)
               1.3.7 ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้รับการฝึก เช่น ต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงแก่ผู้รับการฝึกไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นตามจำนวนวันฝึกจริง
               1.3.8 จัดทำทะเบียนประวัติผู้รับการฝึก และออกหนังสือรับรองให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกภายใน 15 วัน แล้วแจ้งให้นายทะเบียนทราบ (โดยใช้แบบ ฝง 3)
               1.3.9 ห้ามเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรม หรือค่าตอบแทนในลักษณะใดๆ จากผู้รับการฝึก
               1.3.10 ขอยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 ทั้งนี้หลักสูตรต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนก่อน แล้วจึงนำค่าใช้จ่ายไปยื่นต่อกรมสรรพากรเอง
               หมายเหตุ  กรณีรับนักศึกษาเข้าฝึกงานในระบบ สหกิจศึกษา โครงการทวีภาคี เป็นต้น หากดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังกล่าวย่อมสามารถยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) เช่นกัน


   2. การฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ มี 2 กรณี คือ
         2.1 การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน และการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ (ลูกจ้าง) กรณีดำเนินการฝึกเอง (Inhouse Training)
               หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข มีดังนี้
               2.1.1 ฝึกในสถานประกอบกิจการ หรือหน่วยผลิต หรือฝึกในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
               2.1.2 ยื่นขอรับรองหลักสูตรก่อนหรือหลังดำเนินการฝึกก็ได้ และเมื่ออบรมเสร็จสิ้นแล้วต้องยื่นภายใน 60 วันนับแต่วันเสร็จสิ้นการฝึกแต่ต้องไม่เกิน 15 มกราคมของปีถัดไป (โดยใช้แบบ ฝย/ฝป 1 , 2-1 , 3)
               2.1.3 ระยะเวลาการฝึกยกระดับฯ ต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ,การฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพต้องไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง
               2.1.4 จำนวนผู้รับการฝึกอบรม
                        1) กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยาย กลุ่มละไม่เกิน 100 คน
                        2) กรณีการฝึกอบรมโดยการจัดกิจกรรมกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 50 คนต่อวิทยากร 1 คน
                        3) กรณีการฝึกอบรมทักษะฝีมือซึ่งต้องมีภาคปฏิบัติ กลุ่มละไม่เกิน 25 คนต่อวิทยากร 1 คน
               2.1.5 ผู้รับการฝึกต้องเข้ารับการฝึกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการฝึกทั้งหลักสูตร
               2.1.6 ห้ามเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรม หรือค่าตอบแทนในลักษณะใดๆ จากผู้รับการฝึก
               2.1.7 ขอยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 ทั้งนี้หลักสูตรและค่าใช้จ่าย ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ก่อนนำไปยื่นต่อกรมสรรพากร

        
2.2 การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน และการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ (ลูกจ้าง) กรณีส่งไปฝึกภายนอก (Public Training)
               หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข มีดังนี้
               2.2.1 ส่งไปฝึกกับสถานศึกษา สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานของทางราชการ หรือหน่วยฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่เป็นมูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และต้องเป็นการฝึกอบรมภายในประเทศ
               2.2.2 ยื่นขอรับรองหลักสูตรก่อนหรือหลังดำเนินการฝึกก็ได้ และเมื่ออบรมเสร็จสิ้นแล้วต้องยื่นภายใน 60 วันนับแต่วันเสร็จสิ้นการฝึกแต่ต้องไม่เกิน 15 มกราคมของปีถัดไป (โดยใช้แบบ ฝย/ฝป 1 , 2-2)
               2.2.3 ระยะเวลาการฝึกยกระดับฯ ต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ,การฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพต้องไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง
               2.2.4 จำนวนผู้รับการฝึกอบรม
                        1) กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยาย กลุ่มละไม่เกิน 100 คน
                        2) กรณีการฝึกอบรมโดยการจัดกิจกรรมกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 50 คนต่อวิทยากร 1 คน
                        3) กรณีการฝึกอบรมทักษะฝีมือซึ่งต้องมีภาคปฏิบัติ กลุ่มละไม่เกิน 25 คนต่อวิทยากร 1 คน
               2.2.5 ผู้รับการฝึกต้องเข้ารับการฝึกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการฝึกทั้งหลักสูตร
               2.2.6 ห้ามเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรม หรือค่าตอบแทนในลักษณะใดๆ จากผู้รับการฝึก
               2.2.7 ขอยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 นายทะเบียนจะให้ความเห็นชอบเฉพาะหลักสูตรเพื่อนับสัดส่วนกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายให้ยื่นต่อกรมสรรพากรเอง

  
การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
   หมายถึง สถานที่ฝึกที่ได้จัดไว้เป็นสัดส่วนแยกจากหน่วยประกอบกิจการ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานมากยิ่งขึ้น
   1. การขอจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน (ศร 1) ให้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียนโดยต้องมีความพร้อมและความเหมาะสม ดังนี้
         1.1 ศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงานต้องมีลักษณะเหมาะสมสำหรับการฝึกอบรมตามสาขาอาชีพที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
         2.2 สถานที่ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการฝึกอบรมทั้ง 3 ประเภท คือ การฝึกเตรียมเข้าทำงาน การฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ และแยกเป็นสัดส่วนออกจากหน่วยประกอบกิจการ
         3.3 เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต้องมีจำนวนตามความจำเป็นเหมาะสม อยู่ในสภาพที่ดีและปลอดภัย
         3.4 ห้ามเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรม หรือค่าตอบแทนในลักษณะใดๆ จากผู้รับการฝึก โดยไม่สามารถแสวงหาผลกำไรในการดำเนินการทางธุรกิจ

  
   สถานที่ยื่นคำขอ

   ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสถานประกอบกิจการหรือสาขาของสถานประกอบกิจการที่ดำเนินการจัดฝึกอบรม
   กรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน อาคารศูนย์บริการผู้ประกอบการและกำลังแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพฯ โทร 0 2245 1707 ต่อ 415 , 416 , 402  , 201 สำหรับสถานประกอบกิจการที่ตั้งอยู่ในเขตวัฒนา และเขตพระโขนงให้ยื่น ณ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดธาตุทอง ถ.สุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทร 0 2390 0261-3
   ต่างจังหวัด  ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด

การป้องกันและปราบปรามฯ

Joomla 1.5